วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554

คำทำนายจากอดีต ถึงโลกปัจจุบัน ของ "เอดิสัน"

"เอดิสัน" เป็นนักประดิษฐ์ที่ชาวโลกรู้จักกันดีในฐานะผู้คิดค้นหลอดไฟได้เป็นคนแรกของโลก แล้วเขายังมีนวัตกรรมอันเป็นผลงานสร้างสรรค์อีกมากมาย และในช่วงเวลา 84 ปีที่เขายังมีลมหายใจ เอดิสันยังได้มองไกลถึงนวัตกรรมของเขาว่าจะทำให้โลกอนาคตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ในวันเกิดครบรอบปีที่ 164 ของ "โทมัส เอดิสัน" (Thomas Edison) เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2011 ที่ผ่านมา "เนชันแนลจีโอกราฟิก" จึงได้นำเรากลับไปย้อนทบทวน "คำคาดการณ์" ของเอดิสัน เมื่อครั้งที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ลงนิตยสาร "คอสโมโปลิแทน" (Cosmopolitan : ที่สมัยนั้นยังเป็นนิตยสารทั่วไป) โดยเป็นการรวบรวมและอธิบายขยายความเพิ่มเติมจากหนังสือ "เอดิสัน : ชีวิตแห่งการคิดค้น" (Edison: A Life of Invention)
ไปดูกันกว่า คำทำนายของ "เอดิสัน" เมื่อ ปี 1911 มีอะไรเกิดขึ้นจริงแล้วบ้างในปี 2011
หนังสือจะทำจากโลหะ
เอดิสันได้จินตนาการว่า หนังสือในอนาคตจะไม่ใช้กระดาษหากแต่เป็นโลหะนิเกิลแทนและหนังสือนิเกิลนี้จะมีราคาถูกกว่า แข็งแรงกว่าและยังเป็นวัสดุที่ยืดหยุ่นได้มากกว่ากระดาษ
แน่นอนว่าเอดิสันไม่มีทางรู้จัก "หมึกอิเล็กทรอนิกส์" (e-ink) ที่กลายเป็นตัวอักษรแห่งโลกดิจิทัล แต่เขาก็ได้มองไกลไปเกินกว่าหนังสือที่เขาถือไว้ในมือเสียอีกและนิเกิลก็ใช้ทำสแตนเลสสตีลเป็นมันวาวเหมือนอุปกรณ์อิเล็กทริกส์ ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ที่เราแทบจะใช้แทนหนังสือกันไปแล้ว

เอดิสันบอกว่าเราไม่ต้องใช้กระดาษทำหนังสือกันแล้ว (tidbits.com)
เครื่องยนต์จะมาแทนคนงาน
ในปี 1911 เอดิสันบอกคอสโมโปลิแทนว่า เครื่องจักรกลทั้งหลายจะสามารถสร้างและประกอบสิ่งของต่างๆ ทดแทนการใช้มือคนได้อย่างแน่นอน

"
วันที่ช่างเย็บผ้าตามท้องถนนจะนั่งหน้าดำคร่ำเคร่งด้นตะเข็บกำลังจะหมดลง" เขาทำนายและเห็นว่า เครื่องจักรกลจะเข้าไปแทนที่ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งก็เป็นอย่างภาพที่เราเห็นกันในโลกยุคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

เครื่องจักรก็เย็บผ้าให้เราได้ (evilmonito.com)
โทรศัพท์จะฉลาดขึ้น
แม้เอดิสันจะไม่ใช่ผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์ แต่เขาก็พัฒนาโทรเลขแบบใช้เสียงขึ้น (phonograph) อันเป็นพื้นฐานให้นำไปสู่สิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า "โทรศัพท์" และเมื่อนั้นเอดิสันก็เชื่อว่าในอนาคตจะมีการประยุกต์ใช้งานโทรศัพท์ได้อีกหลากหลายมากมาย
อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีทางด้านโทรศัพท์ที่พัฒนาได้ก้าวไกลจนถึงทุกวันนี้ และจะก้าวไกลไปกว่าที่เราจะจินตนาการได้ ก็เพราะพื้นฐานที่มาจากโทรเลขแบบเสียงของเอดิสันนั่นเอง

โทรศัพท์ที่เอดิสันออกแบบใหม่ต่อ จากเกรเฮม เบลล์ เขาคงคิดไม่ถึงว่าปัจจุบันมันมาไกลถึงเพียงไหน (Science Museum London)
โลกนี้จะมีแต่คอนกรีต
ผลจากการการสร้างเตาเผาแบบต่อเนื่อง ทำให้เอดิสันได้ปฏิวัติอุตสาหกรรมซีเม็นต์จนนำไปสู่การใช้คอนกรีตอย่างแพร่หลาย ตอนนั้น เอดิสันบอกว่าผู้คนเสียสติที่สร้างตึกด้วยก้อนอิฐประกอบเข้ากับแท่งเหล็ก ทำไมถึงไม่ใช้คอนกรีตเทให้เข้ากับโครงสร้างเหล็กหรือเหล็กเส้
เขายังทำนายอีกว่า หลังจากปี 1941 สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่ว่าจะเป็นคฤหาสน์สวยหรูหรือตึกสูงระฟ้า คอนกรีตจะทำให้โครงสร้างเหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน
ในช่วงปี 1920 ตึกระฟ้าทั้งหลายก็ได้ใช้คอนกรีตเสริมเหล็กจริงอย่างที่เอดิสันว่าไว้ แต่หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2เหล่าสถาปนิกยุคใหม่นิยมออกแบบตึกสูงที่มีโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นกรอบเหล็กติดผนังกระจกมากกว่าคอนกรีตเสริมเหล็กไปเสียแล้ว
เฟอร์นิเจอร์ไม้จะหายไป
เอดิสันบอกคอสโมโปลิแทนว่า เฟอร์นิเจอร์เหล็กจะถูกนำมาประดับบ้านวางแทนที่เฟอร์นิเจอร์ไม้ ขณะที่สภาพสังคมในตอนนั้น แทบนึกถึงภาพแท่งเหล็กที่ตั้งประดับบ้านไม่ออกเลยด้วยซ้ำ

"
เด็กๆ ในรุ่นถัดไปจะได้นั่งเก้าอี้สูงทำจากเหล็กกล้า และรับประทานอาหารบนโต๊ะเหล็กเช่นกัน พวกเขาจะไม่รู้จักเฟอร์นิเจอร์ไม้ นั่นก็เพราะอัลลอยมีน้ำหนักเบาและถูกกว่าไม้ และยังนำไปทำลวดลายได้ง่ายกว่าไม้มะฮอกานีหรือไม้ชนิดอื่นๆ" เอดิสันกล่าวไว้
อีกทั้งในช่วงปี 1920 - 1930 เหล่าผู้ผลิต ก็เริ่มทดลองสร้างเฟอร์นิเจอร์เหล็กให้กับสถานที่ทำงานต่างๆ มากขึ้น แม้ว่าตามบ้านจะยังคงใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้อย่างแพร่หลายก็ตาม
ไฟฟ้าจะขับเคลื่อนรถไฟแทนไอน้ำ
รถจักรไอน้ำเพิ่งก่อกำเนิดก่อนเอดิสันเกิดเพียงครึ่งศตวรรษ แต่เอดิสันในวัยหนุ่มกลับบอกว่าในไม่ช้ารถจักรไอน้ำจะหมดไปและเทคโนโลยีกังหันน้ำจะช่วยสร้างกระแสไฟฟ้าให้วิ่งบนรางรถไฟได้และจะก้าวข้ามไปจากยุคไอน้ำ
แค่เพียงศตวรรษเดียว ที่เอดิสันทำนายไว้เราก็ได้ประจักษ์ชัดว่ารถจักรไอน้ำได้สิ้นสุดลงแล้วแถมยังมีรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าเข้ามาแทนที่
รถจักรไอน้ำกลายเป็นตำนาน (education.mcgill.ca)
ยุคทองของการเล่นแร่แปรธาตุ
เหล่านักเล่นแร่แปรธาตุมีความพยายามที่จะสร้างทองคำเทียมมาตั้งแต่ยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม แม้แต่เอดิสันก็ให้ความสนใจซึ่งเขาพูดถึงสิ่งนี้ ก่อนจะมีอุตสาหกรรมผลิตทองในสหรัฐฯ เสียอีก
เอดิสันเกือบทายถูกว่า เราจะสามารถสร้างทองได้เองเพราะมีนักวิทยาศาสตร์สามารถจัดเรียงอะตอมจนเป็นทองสังเคราะห์ได้สำเร็จในห้องปฏิบัติการ
ทว่า การสร้างทองเทียมได้ก็หาใช่เรื่องน่าตื่นเต้น เพราะโลกยุคปัจจุบันเราสามารถสร้างวัตถุเทียมขึ้นได้อีกมากมายหลายชนิด
เทคโนโลยีทำชีวิตไม่มีจน
"
ความยากจนนั้น คือโลกที่ผู้คนใช้แต่มือ ทว่าตอนนี้มนุษย์เริ่มใช้สมองของพวกเขาแล้ว ดังนั้นความยากจนกำลังจะหมดลง" มุมมองของโทมัส เอดิสันต่อความยากจน โดยเขาเชื่อว่านับจากยุคของเขา ที่มีการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมกันอย่างมากมาย จะส่งผลให้ความยากจนค่อยๆ หมดไป
เอดิสันมองประโยชน์ของเทคโนโลยีว่า จะช่วยสร้างความก้าวหน้าทางธุรกิจ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ ทั้งความร่ำรวยและความดีงาม อันจะทำให้ความยากจนหดหายไป ซึ่งยังไม่ใช่โลกในปี 2011 เป็นแน่แท้
คำทำนายของเอดิสันมองจากพื้นฐานสังคมในยุคนั้น และวิเคราะห์แนวโน้มอนาคตที่อาจจะไปถึงแล้วหรือยังไปไม่ถึง
แต่ที่แน่ๆ มุมมองของเขาในฐานะนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลก ที่มีผลงานจดสิทธิบัตรนับพันชิ้น ในวัย 50 ต้นๆ เขาได้กลายเป็นเมธีนวัตกร นักคิดค้นสำคัญของชาติอเมริกัน (และโลก) ซึ่งในยุคของเขานั้นมีความศรัทธาต่อการใช้เทคโนโลยีสร้างความก้าวหน้า ผลงานของเขาหลายสิ่ง ที่ยังคงกลายเป็นรากฐานและมีอิทธิพลต่อนวัตกรรมในยุคปัจจุบัน.
บทความนี้ผมนำมาจากจุลสารราย เดือน We Care เขียนโดย ภญ.สมปรารถนา เสาวภาคย์ เกี่ยวกับวิธีการบริหารสมองด้วยวิธีง่ายๆ เพื่อให้ห่างไกลจากอาการสมองเสื่อม  มีรายละเอียดตามนี้ครับ
สมองเสื่อมเป็นภาวะที่มีการทำงานของสมองเสื่อมลง ทำให้สูญเสียความทรงจำ การเรียนรู้ การใช้ภาษา กระบวนการแก้ไขปัญหาต่างๆ บกพร่อง จนมีผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน
สาเหตุหลักๆ ของการเกิดสมองเสื่อม มี สาเหตุใหญ่ๆ คือ

1. 
โรคอัลไซเมอร์ ส่วนใหญ่เกิดจากอนุมูลอิสระทำลายเซลล์สมอง ส่งผลให้เซลล์สมองเสื่อม จึงเกิดปัญหาเรื่องการเรียนรู้ การจำ การแก้ไขปัญหาต่างๆ
2. 
ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองไม่พอ เช่นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดตีบ ส่งผลให้เซลล์สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นสาเหตุของการเกิดสมองเสื่อมได้
ปัจจัยเพิ่มเติมต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมที่พบได้ทั่วไปได้แก่

1. 
อายุที่เพิ่มขึ้น พบว่ามีอัตราเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น 20%
2. 
เป็นโรคหลอดเลือดสมอง เช่นเคยเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตมาก่อน
3. 
มีภาวะไขมันในเลือดสมองสูง เพราะไขมันในเส้นเลือดจะผลิตอนุมูลอิสระมาทำลายเซลล์สมอง ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคอัลไซเมอร์
4. 
เป็นโรคเรื้อรังบางโรค เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะหลอดเลือดสมองตีบ ทำให้เซลล์สมองขาดเลือด
5. 
การสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เป็นประจำ จะเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดสมองถูกทำลาย
วิธีบริหารสมอง เพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมแบบง่ายๆ มีดังนี้

1. 
ประสานงานสมอง  การเขียนเลข ในอากาศด้วยมือทั้ง ข้าง ๆ ละ ครั้ง โดยเริ่มตจากด้านซ้ายของเลขก่อนแล้วเขียนวนให้เป็นเลช 8  วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการอ่นและการทำความเข้าใจให้ดีขึ้น ทำให้สมองด้านซ้านและขวาประสานงานกัน
2. 
น้ำเปล่าหล่อเลี้ยงสมอง วางขวดน้ำไว้ใกล้ๆ โต๊ะเป็นประจำและคอยจิบทีละน้อย จะช่วยให้จิตใจและร่างการตื่นตัว สมองจะสามารถรับสารหรือข้อมูลได้ดี เพราะน้ำจะช่วยปรับสารเคมีที่สำคัญในสมองและระบบประสาท
3. 
นวดใบหูกระตุ้นความเข้าใจ วิธีนี้ทำได้โดยการนั่งพักสบายๆ แตะปลายนิ้นทั้ง ข้างที่ใบหู เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหู จากนั้นบีบนวดและคลี่รอยพับของใบหูทั้ง ข้างออก ค่อยๆ เคลื่อนนิ้วลมานวดบริเวณอื่นๆ ของใบหู ดึงเบาๆ เมื่อถึงติ่งหูให้ดึงลง ให้ทำซ้ำกัน ครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยิน และทำให้ความเข้าใจดีขึ้นเพราะ เป็นการคลายเส้นประสาทบริเวณใบหูที่เชื่อมสมอง
4. 
กดจุดคลายเครียด ใช้นิ้ว นิ้ว กดบนหน้าผากทั้ง ด้านประมาณกึ่งกลางระหว่างขนคิ้วและตีนผม ค้างไว้ประมาณ 3 - 10วินาที จะช่วยคลายความตึงเครียด และเพิ่มการหมุนเวียนของโลหิตในสมอง
5. 
บริหารสมองด้วยการเขียน  เขียนเส้นขยุกขยิกด้วยมือทั้ง ข้าง พร้อมๆ กัน ลายเส้นที่เขียนอาจดูแปลกๆ แต่ได้ผลดีต่อระบบสมอง ช่วยให้เกิดการปรับปรุงการประสานงานของสมอง ทำให้สมองทั้ง ซีกทำงานพร้อมกัน เพิ่มความชำนาญด้านการสะกดคำและการคำนวณทีดีขึ้น
ที่มา:  จุลสารราย เดือน We Care ฉบับที่ 18 เขียนโดย ภญ.สมปรารถนา เสาวภาคย์
อูมามิ เป็นหนึ่งในรสชาติพื้นฐาน
เมื่อเราลิ้มรสอาหาร เราจะได้รับประสบการณ์ความอร่อยจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า อันเช่น การได้กลิ่น การมองเห็น และการสัมผัส ซึ่งรสชาติเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินความอร่อยของอาหารจานนั้นๆ สิ่งสำคัญของการเลือกรับประทานอาหารก็คือรสชาติ อันได้แก่ "รสหวาน" "รสเปรี้ยว" "รสเค็ม" "รสขม" และ "รสอูมามิ" ซึ่งเป็นรสชาติพื้นฐานนั่นเอง รสชาติพื้นฐานเป็นรสชาติที่เป็นอิสระและไม่สามารถสร้างขึ้นจากการผสมผสานรสชาติอื่นๆ
ในปี ค.ศ. 1908 โดย ดร.คิคุนาเอะ อิเคดะ ค้นพบ "รสอูมามิ" จากการวิจัยรสชาติของน้ำซุปที่ทำจากสาหร่ายทะเลคมบุ และพบว่า กลูตาเมต (Glutamate) คือส่วนประกอบสำคัญที่ผลต่อรสชาติของน้ำซุปญี่ปุ่น จึงได้ตั้งชื่อรสชาติดังกล่าวว่า "รสอูมามิ"
ลิ้นมนุษย์มีตัวรับรสที่ตอบสนองต่อสารที่ให้รสอูมามิโดยเฉพาะ
พื้นผิวด้านบนของลิ้นมีต่อมรับรสอยู่สามชนิด และแต่ละต่อมมีปุ่มรับรสย่อยออกไปอีก อาจกล่าวได้ว่าผู้ใหญ่จะมีปุ่มรับรสประมาณ 7,500 ถึง 12,000 ปุ่ม ปุ่มรับรสประกอบไปด้วยเซลล์รับรสที่มีตัวรับรสอยู่บนผิวด้านบน เมื่อตัวรับรสได้รับสารที่ทำให้เกิดรสชาติ ลิ้นของมนุษย์จะมีกลไกที่คอยตรวจจับรสพื้นฐานต่างๆ คือ รสหวาน รสเปรี้ยว รสเค็ม รสขม และรสอูมามิจากนั้นจึงส่งสัญญาณผ่านเส้นประสาทรับรส และการที่ลิ้นมนุษย์มีตัวรับรสเหล่านี้ก็เป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความสำคัญทางสรีรวิทยาของรสพื้นฐานทั้งห้าทำให้นักวิชาการต่างยอมรับรสอูมามิให้เป็นหนึ่งในรสชาติพื้นฐาน เนื่องจากข้อเท็จจริงที่พบว่ามีตัวรับรสอูมามิบนลิ้น และส่งสัญญาณผ่านเส้นประสาทรับรสที่เฉพาะเจาะจงไปยังสมองทำให้เกิดการรับรู้รสชาติ
สารสำคัญที่ให้รสอูมามิ
มีสารสำคัญที่ให้รสอูมามิ อยู่สามชนิด คือ กลูตาเมต (Glutamate) ไอโนซิเนต (Inosinate) และ กัวไนเลต (Guanylate)กลูตาเมตเป็นกรดอะมิโนที่มีอยู่มากมายในธรรมชาติ ส่วนนิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ที่ให้รสอูมามิ มากที่สุดอย่าง ไอโนซิเนตและกัวไนเลตก็พบได้ในอาหารหลายชนิด สารสำคัญที่ให้รสอูมามิ ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น และปัจจุบันจะเห็นได้ว่า รสอูมามิ เป็นรสชาติสากลที่พบได้ในอาหารหลากหลายชนิดทั่วโลก
ที่มา : ajinomoto.com
สุดยอดอาหารลดหุ่น
จาก นิตยสาร Slimming โดย ดร. กิลเลียน แมคคีธ นักโภชนาการอาหาร นักเขียน และ
พิธีกร รายการ You are what you eat มาเผยอาหารลดหุ่นที่ช่วยให้คุณลดน้ำหนัก
1.อาหารเช้าตัวกระตุ้นชั้นยอด และผู้ชนะคือโอ๊ต
2.เครื่องปรุงสมูธตี้ชั้นยอด และผู้ชนะคือ บลูเบอร์รี่
3.ผักดิบของดีสุด และผู้ชนะคือ ถั่วงอก
4.ผักใบเขียว และผู้ชนะคือ ผักขม
5.อาหารไขมันเพียบดีที่สุด และผู้ชนะคือ อโวคาโด
6.อาหารปลามื้อค่ำดีที่สุด และผู้ชนะคือ ปลาแซลมอนธรรมชาติ
7.ดีที่สุดในการกระตุ้นพลังงาน และผู้ชนะคือมันเทศ
8.อาหารพิเศษดีที่สุด และผู้ชนะคือ สาหร่าย
9.อาหารซื้อตอบรีบที่ดีที่สุด และผู้ชนะคือ อัลมอนด์
10.ของหวานดีที่สุด และผู้ชนะคือ สตรอว์เบอร์รี่
1.อาหารเช้าตัวกระตุ้นชั้นยอด และผู้ชนะคือ ข้าวโอ๊ต
ข้าวโอ๊ตจัดเป็นอาหารเช้าที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนักค่ะ เพราะมีกากใยสูง แคลอรีต่ำ
แถมกากใยนี้ทำหน้าที่ประดุจฟองน้ำ ที่ซึมรับน้ำตอนผ่านลงไปในท้อง ช่วยให้รู้สึกอิ่ม
มากขึ้นค่ะ แล้วเมื่ออยู่ในลำไส้ ข้าวโอ๊ตที่ดูดซึมกากใย ได้ก่อตัวเป็นเจล
แล้วค่อยๆซึมซับคาร์โบไฮเดรต รักษาระดับน้ำตาลในเลือกให้คงที่ ทำให้ไม่ค่อยหิว
และ มีโปรตีนที่กระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน มีไขมันปกป้องหัวใจ วิตามินอี สังกะสี
แคลเซียม และแมกนีเซียมด้วยค่ะ และยังเหมาะกับคนที่มีอาการท้องผูก อาการซึมเศร้า
และเบาหวาน

ลอง: ผสมในโยเกิร์ต ซีเรียล ขนมปัง

2. บลูเบอร์รี่ สุดยอดเครื่องปรุงสมูธตี้ชั้นยอด
บลูเบอร์รี่มิใช่แค่มีแคลอรี่ และไขมันต่ำเท่านั้นนะคะ (ไขมัน 0.3 กรัมต่อ 100กรัม)
แต่ยังมีรสอร่อย ช่วยชะลอขบวนการที่ทำให้เหี่ยวย่นด้วยค่ะ
และยังปกป้องโรคหัวใจ กับโรคมะเร็งได้ด้วยค่ะ เพราะมีสารต้านอนุมุลอิสระ เป็นแหล่ง
วิตามินซี บี เบต้าแคโรทีน และโปตัสเซียมด้วยหรือจะใช้ญาติของบลูเบอร์รี่ ที่ชื่อ
แครนเบอร์รี่ แทนก็ได้ลอง: ใส่ในฟรุตสลัดหรือใส่ในสมูธตี้เป็นอาหารเช้า
แค่ใส่บลูเบอร์รี 100 กรัม กล้วยลูกเล็กในเครื่องปั่นให้เข้ากัน ดื่มรวดเดียว
ดื่มสมูธตี้บลูเบอร์รี่กับกล้วยแทนลาเต้นาน สัปดาห์ น้ำหนักจะลดลงไปได้ครึ่งปอนด์

3. ถั่วงอก ผักดิบที่ดีที่สุด
เอนไซม์เป็นสิ่งสำหคัญในการรักษาการทำงานของร่างกายเอาไว้ กิจกรรมที่เอนไซม์ต่ำ
อาจทำให้สาวๆ น้ำหนักเพิ่มได้
ถั่วงอกเป็นแหล่งอกหารเอนไซม์ชั้นยอด และอุดมไปด้วยโภชนาการที่ช่วยกระตุ้นการ
ลดน้ำหนักได้ มีโปรตีน วิตามินบีคอมเพล็กซ์  วิตามินซี และวิตามินอี โภชนาการที่
ผสมกันช่วยปกป้องโรคมะเร็ง ความอ่อนล้า และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (แต่ก็ต้องระวังเรื่อง
ถั่วงอกฟอกขาว)
ลอง:ผัดผักถั่วงอก เวลาทานสลัดถั่วงอก ให้ลองผสมน้ำส้มสายชูบัลซามิค แทนมายองเนส
หรือน้ำสลัดแบบครีม จะช่วยลดน้ำหนักได้ครึ่งปอนด์ใน1คืน
4 . ผักใบเขียว ผักที่ชนะเลิศคือ ผักขม
ผักขมที่ไร้แคลอรี่และไขมัน แต่มีโฟเลต และแร่ธาตุกับวิตามินอื่นๆ มากมายค่ะ อย่าง
วิตามินบีและโฟเลตเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการใช้งาน เพื่อช่วยในการเผาผลาญน้ำตาล
ถ้าคุณมีโฟเลตต่ำอาจเกิดโรคโลหิตจาง ทำให้อ่อนล้าได้ปกติเราควรบริโภคโฟเลต
วันละ 200 ไมโครกรัม (400 ไมโครกรัม สำหรับสาวที่ตั้งครรภ์ หรือกำลังเตรียมตัวเป็นคุณแม่)
ผักขมสด 100 กรัมให้โฟเลต ส่วนของปริมาณที่ต้องการประจำวันค่ะ
ลอง: ต้มเป็นเครื่องเคียงกับแซลมอน หรือใส่ในผัดผัก เปลี่ยนจากซุปไก่เป็นซุปผักขม
สามารถลดน้ำหนักได้ครึ่งปอนด์ในสองสัปดาห์

5.. อาหารอุดมไปด้วยไขมันที่ดีที่สุด คือ อโวคาโด
หลายคนอาจคิดว่าอโวคาโดเป็นของอ้วน แต่ที่จริงแล้วเพียบไปด้วยคุณประโยชน์จากกรด
ไขมันจำเป็น ซึ่งช่วยในการกระจายน้ำหนักของเรา รวมถึงการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย
จึงจัดเป็นสิ่งจำเป็นต่อการจัดการกับน้ำหนัก ต่อความสมดุลของฮอร์โมน คุณภาพเส้นผม
ผิวและเล็บ อโวคาโดมีแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยชะลอความแก่ วิตามินบีในอโวคาโดช่วย
ให้คุณรับมือกับความเครียดได้เช่นกัน และเนื่องจากมีวิตามินบี ซึ่งดีต่อการบรรเทา
อาการก่อนมีประจำเดือนด้วย

ลอง:ทำซุปอโวคาโดกับซุปแตงกวา เลิกทานมันฝรั่งทอด หรือ tortilla chips 
(ขนมที่เป็นแป้งข้าวโพดทอดกรอบ)
 หันมาจิ้มแครอทที่หั่นเป็นแท่งกับกวาคาโมล* จะลดน้ำหนักได้สองปอนด์ครึ่งในหนึ่งคืน
* guacamole คือเครื่องจิ้มชนิดหนึ่งทำจากเนื้อ อโวคาโด น้ำมะนาว เกลือ และหัวหอม
นำมาบดรวมกัน

6. อาหารปลามื้อค่ำที่ดีที่สุด คือ แซลมอน
เป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ และมีกรดไขมันจำเป็นและโอเมก้า-อีกทั้งยังมีโปรตีน ดีกับ
สุขภาพผิวของสาวๆ ด้วย กรดไขมันจำเป็นทำให้เลือดข้นน้อยลง และไหลเวียนไปทั่ว
ร่างกายได้อย่างราบรื่น จึงทำให้ไม่มีการอุดตันอันเป็นสาเหตุของหลายๆโรค
เช่นโรคหัวใจ จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าการกินปลาที่มีโอเมก้า-สูง
สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะช่วยปรับปรุงสุขภาพสมองและร่างกายได้
ลอง:แซลมอนกับสลัดผักเขียว หรือแซลมอนอบ ทานแซลมอนสเต๊ก แทนไส้กรอกหรือหมูย่าง จะอำลาน้ำหนักส่วนเกินไปได้ครึ่งปอนด์ในสองสัปดาห์
7. ดีที่สุดในการกระตุ้นพลังงาน คือ มันเทศ
มันเทศเป็นแหล่งวิตามินบี ที่ดีซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่าช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน บี 6
ยังช่วยร่างกายผลิตพลังงานจากอาหารได้มากขึ้น และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการลดน้ำหนัก
มันเทศเป็นคอมเพล็กซ์คาร์โบไฮเดรตซึ่งปล่อยพลังงานช้า มีกากใยมาก ทำให้อิ่มท้องอยู่
ได้โดยไม่เพิ่งเอวหรือสะโพก ผักลักษณะหัวจะมีโภชนาการอาหารที่ทำให้ตับอ่อนคุณแข็งแรง
ซึ่งช่วยให้จัดการกับน้ำหนักได้ดีขึ้น ลอง: เติมมันเทศในสตูหรือกับผักอบ อบมันเทศ ยี่หร่า
หอมใหญ่ และเห็ดผสมกัน เติมมันเทศในสตู หรือกับผักอบ อบมันเทศ ยี่หร่า หอมใหญ่
และเห็ดผสมกัน
8. สาหร่าย อาหารพิเศษดีที่สุด
สาหร่ายมีไอโอดีนสูง แต่ไขมัและแคลอรี่ต่ำ ซึ่งไอโอดีนนี้ร่างกายนำไปใช้สร้าง
ฮอร์โมนไธรอยด์ ซึ่งต่อมไธรอยด์กระจายการเผาผลาญพลังงานของคุณ
นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี โฟเลต กรดแพนโทธีนิค และ
ไรโบฟลาวินอีกด้วย ลอง: เข้าร้านอาหารญี่ปุ่น

9 . อาหารซ์อตอนรีบที่ดีที่สุด คือ อัลมอนด์
คุณสมบัติที่ในนิตยสารกล่าวถึงก็คือ ไขมันกากใย และโปรตีน เพื่อรักษาระดับน้ำตาล
ให้คงที่อัลมอนด์มีกรดโอเลอิค ซึ่งเชื่อว่าปกป้องโรคหัวใจได้ และยังมีแร่ธาตุมากมาย
แมกนีเซียม โปตัสเซียม ฟอสฟอรัส และมีแคลเซียมสูง
 (เจ้าอัลมอนด์สิ่งที่มีคุณสมบัติ anti-aging อยู่ค่ะ เพราะอุดมด้วย วิตามินอี (vitamin E)
((ที่ชื่อเสียงร่ำลืออยู่ตามส่วนผสมของครีมบำรุงผิวทั้งหลาย ระเภทช่วยลดริ้วรอย นั่นหล่ะค่ะ))
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมี fatty acids ที่ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งและนุ่มนวลค่ะ และยังมี ซิลิเนียม
(selenium) ที่ช่วยแอนตี้ ออกซิแดนท์ (Antioxidant) หรือสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ค่ะ

เพราะฉะนั้นยามบ่ายๆ เวลาสาวๆหิวขึ้นมา หยิบอัลมอนด์มาทานเล่นเป็นของว่าง แทน
พวกขนมขบเคี้ยวที่ทำให้อ้วนทั้งหลายค่ะ แต่ขอเน้นย้ำนิดนึงค่ะว่า ทานแต่พอประมาณนะคะ
วันละไม่เกิน กำมือก็พอเพียงค่ะ เพราะอัลมอนด์เนี่ยมีแคลอรี่เยอะพอสมควรค่ะ
ถ้าทานมากๆ เดี๋ยวพลังงานจะเยอะเกินความจำเป็น แล้วสั่งสมให้อ้วนได้เช่นกันค่ะ แฮ่ๆ )

10. สตรอว์เบอร์รี่ คือของหวานที่ดีที่สุด
สตอร์เบอร์รี่ มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ดังนั้นน้ำตาลธรรมชาติ ถูกปล่อยออกมาในเลือดอย่างช้าๆ
ทำให้คุณมีพลังงานสม่ำเสมอ และมีความรู้สึกอิ่มนาน และยังมีเปคตินละลายน้ำได้ที่
ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดและสารพิษและยังมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์อี

พิสดารจากงานศพทั่วโลก

http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans9854_646646.jpg
Neanderthal : มนุษย์ยุคหิน
เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดในบ้านเสียชีวิต สมาชิกในครอบครัวย่อมถือเป็นหน้าที่ในการจัดการศพ ให้เหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรักใคร่ไยดีในผู้ตาย ฐานะ ตลอดจนความถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นนั้นๆ คราวนี้จึงขอนำเอาประวัติศาสตร์พิธีศพมาเล่าสู่กันฟัง
หลักฐานการทำศพที่ดึกดำบรรพ์ ที่สุดของโลกเห็นจะได้แก่สุสานของมนุษย์ นีนเดอร์ธาล(Neanderthal) บรรพชนครึ่งคนครึ่งลิงของมนุษย์ ซึ่งขุดค้นพบทางตอนเหนือของอิรักในปี ค.ศ.1951 แต่ละศพได้รับการฝังอย่างประณีต ดินรอบๆ หลุมมีเกสรของดอกไม้ 12 ชนิดปะปนอยู่ แสดงถึงการนำบุปผชาติมาเคารพศพ

http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans6596_55135513.jpgหลักฐานเก่าแก่ถัดมาก็คือ พีระมิดอันมโหฬาร ของชาวไอยคุปต์นั่นเองในครั้งกระโน้น นักบวชแห่งที่ราบลุ่มเมโสโปเตเมีย กับอียิปต์ได้ค้นพบวิธีการพิทักษ์ พระศพของฟาโรห์ โดยการทำมัมมี่ เพื่อให้คงอยู่ ตลอดกาลนาน พระศพของฟาโรห์จะถูกควักอวัยวะภายในออกแช่ น้ำเกลือ แล้วพันไว้ ด้วยผ้าชุบน้ำมัน สอง-สามเดือนหลังจากนั้น พระศพก็จะแห้งแข็งและผิวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ แล้วมัมมี่ก็จะถูกนำไปใส่ในโลง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นโลงศพแรกๆ ของโลก จากนั้นจึงบรรจุโลงไว้ในสุสาน พร้อมด้วยสิ่งของเครื่องใช้และสิ่งมีค่าต่างๆ ทั้งนี้ ชนไอยคุปต์เชื่อว่ากษัตริย์ของพวกเขาย่อมได้ไปเป็นผู้นำหรือพระเจ้าของปรโลก จึงควรมีข้าทาสและทรัพย์สมบัติเฉกเช่นเดียวกับเมื่อครั้งดำรงพระชนม์อยู่ในโลกนี้

http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans9853_68256825.jpg
Catacombs หรือสุสานใต้ดิน 
สำหรับการเผาศพนั้น มีมาตั้งแต่ครั้งในยุคหิน (Stone Age) แล้ว แต่เพิ่งเผากันอย่างมีพิธีรีตองในสมัยกรีก โดยชาวกรีกฝังใจว่า เมื่อตายแล้วก็จะไปอยู่ยังที่ใหม่ คือ สวรรค์ ดังนั้น วิญญาณของผู้ตายควรเป็น อิสระปราศจากสิ่งผูกพัน และวิธีการปล่อยวิญญาณให้เป็นอิสระได้ ดีที่สุด ก็คือการเผาร่างกายเสียให้สิ้นซากไปเลย
โรมันซึ่งเจริญรุ่งเรืองต่อ จากกรีกนั้นใช้วิธีทั้งเผาและฝัง สุสานของโรมัน ซึ่งอยู่ที่กรุงโรมนั้นมีขนาดมหึมา เรียกว่า คาทาคอมบ์ (catacomb) 
ในสมัยต้นคริสตกาล ชาวยิวจัดการกับศพ โดยใช้ผ้าห่อหุ้มแล้วนำไปเก็บไว้ในถ้ำ แต่จะไม่ปิดปากถ้ำเป็นเวลา วัน ในช่วง วันนี้ ญาติๆ จะแวะเวียนเข้าไปคารวะศพ ด้วยเหตุผลอันใดหรือ ก็เนื่องจากในครั้งกระโน้นการแพทย์ยังไม่ก้าวหน้า ไม่มีการชันสูตร ให้รู้แน่ว่าผู้ตายเสียชีวิตจริงหรือไม่ ดังนั้น จึงต้องเก็บไว้ตรวจตรากันก่อน ซึ่งก็เคยมีครับ ที่ศพฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ แต่หากว่าถ้าเนื้อหนังเน่าเหม็น ก็เป็นอันว่าตายไปแล้วจริงๆ ก็ปิดปากถ้ำได้

ต่อมาในยุคกลางของยุโรป ผู้คนนิยมนำศพไปฝังไว้ใต้พื้นโบสถ์ ทั้งนี้ เพื่อให้ใกล้ชิดกับพระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ยังมีผู้คนมาสวดมนต์ให้เป็นประจำด้วย เมื่อใครๆ ก็เอาศพญาติมาไว้โบสถ์ มิช้ามินานโบสถ์ก็เต็มไปด้วยศพ และโดยเหตุที่สมัยโน้นไม่มีการใช้น้ำยาดองศพเช่นปัจจุบัน กลิ่นเน่าจึงคละคลุ้งโบสถ์จนพระทนไม่ไหว จึงเริ่มต้นเปลี่ยนใหม่ ด้วยการทำสุสานไว้ในบริเวณด้านนอก หรือแยกไกลออกไปแล้วเอาศพไปฝังไว้ที่นั่นแทน 
http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans6595_75527552.jpgและก็ในยุคกลางนี้เอง ที่เกิดกาฬโรคระบาดมีคนตายนับไม่ถ้วน รวมทั้งมีสงครามเกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งก็มีศพเกิดขึ้นมากมายเช่นกัน ผู้ตายบางรายอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิด แต่ญาติพี่น้องต้องการศพ กลับไปทำพิธีทางศาสนา การส่งศพเดินทางไปหลายๆ วันนั้นย่อมเป็นสิ่งสาหัสสากรรจ์ ดังนั้น จึงต้องใช้วิธีการที่สะดวกกว่า นั่นคือ นำศพไปต้มเดือดนานหลายชั่วโมง จนเนื้อหนังหลุดเปื่อยออกหมด เหลือแต่กะโหลกกับโครงกระดูก จัดใส่สองสิ่งนี้ในกล่องหรือหีบ แล้วส่งไปให้ญาติโกโหติกานำไปฝังในโบสถ์หรือเก็บไว้ในปราสาทของตนเองก็แล้วแต่
ความจริงยุโรปสมัยนั้น ก็เคยนิยมเผาศพ แต่การเผาต้องใช้ฟืนเป็นปริมาณมาก กว่าศพจะมอดไหม้เป็นเถ้า ก็ทำเอาต้นไม้ใกล้จะหมดป่า จึงต้องหันกลับมาใช้วิธีฝังอีก

http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans6597_27282728.jpgสู้พวกทิเบตในยุคกลางเดียวกันนี้ไม่ได้ เพราะชาวทิเบต จะนำร่างศพไปวางไว้ในลานวัด แล้วปล่อยให้สุนัขแทะทึ้งกินซากศพ !! ถือกันว่าสุนัขเหล่านี้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ การถูกกัดกินจึงเป็นการได้ รับเกียรติ
ในอินเดียก็คล้ายกับทิเบต ชนฮินดูบางเผ่าจะมีสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า หอคอยแห่งความสงัด เป็นบริเวณที่มีรั้วกั้นโดยรอบและมีแท่นหิน พวกเขาจะนำศพไปวางบนแท่นหินเพื่อให้แร้งมาจิกกิน บางคนอาจคิดว่าป่าเถื่อน แต่จริงๆ แล้วพิธีนี้มีความเชื่อแฝงอยู่ นั่นคือพวกเขาใช้นกเป็นเครื่องมือในการย่อยสลายซากศพให้สิ้นไป และเมื่อนกบินไปพร้อมกับถ่ายอุจจาระตามที่ต่างๆ ก็เป็นการกระจายวิญญาณของผู้ตายให้ไปสิงสถิตหรือเกิดใหม่ ยังที่นั้นๆ ฟังแล้วก็ละม้ายกับการลอยอังคารของเราเหมือนกัน

http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans6594_38503850.jpgและอีกวิธีการหนึ่ง ของชาวฮินดูที่ทำกันมานานนับพันปีแล้ว ก็ได้แก่ นำศพไปทิ้งลงในแม่น้ำคงคา โดยถือว่าเป็นแม่น้ำ ศักดิ์สิทธิ์ที่จะนำดวงวิญญาณไปสู่สวรรค์ ผลก็คือมีซากศพลอยตุ๊บ ป่องๆ เหม็นตลบเกลื่อนแม่น้ำคงคา จนรัฐบาลอินเดียต้องขอความร่วม มือกับราษฎร ให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการเผา เพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
แต่...การเผาศพตามประเพณีฮินดูนั้นก็กลับส่งผลร้ายกาจเนื่องจากมีธรรมเนียมที่ให้ ภรรยาของผู้ตายโดดเข้ากองไฟตายไปพร้อมๆ กับสามี

การให้สุนัขหรือแร้งกินซากศพก็ยังพอฟังได้ แต่บางชนชาติถึงขั้นกินศพญาติตัวเอง !! ชนเหล่านั้นมีมาแต่โบราณกาล เช่น ชาวแอสเท็คแห่งอเมริกากลาง ชนเมลานีเซีย แห่งแปซิฟิกตอนใต้ ชาวเกาะปาปัวนิวกินี แม้กระทั่งชาวพื้นเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกา ชนอินเดียบางเผ่าถือว่าการกินเนื้อบรรพบุรุษ เป็นการเพิ่มพละกำลังและอำนาจให้กับตน
http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans6593_9898.jpg

ในปี ค.ศ.1861 เมื่อสงครามกลางเมือง ระหว่างรัฐเหนือ-ใต้ของอเมริกาบังเกิดขึ้น ปัญหาเรื่องศพยังไม่ค่อยมีเท่าใดนัก แต่เมื่อสงคราม ดำเนินไป ปี จำนวนผู้ล้มตายทั้ง ฝ่าย มีถึง 66,000 ศพ เรียกว่าไม่มีครอบครัวใดในสหรัฐฯ ที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามนี้ ผู้ที่อยู่ข้างหลังต่างก็อยากได้ศพลูก หรือหลานชายของตน กลับมาทำพิธีทางศาสนา
http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans9852_85688568.jpg
Civil War
ดังนั้น ประธานาธิบดีลินคอล์นจึงมีคำสั่งให้ศัลยแพทย์ใช้วิธีดองศพไม่ให้เน่าเหม็น แล้วส่งให้กับครอบครัวของผู้ตาย หมอคนแรกที่ดำเนินการนี้ชื่อว่า ดร.โธมัส โฮล์มส์ เขาปฏิบัติการโดยเริ่มจากนำศพทหาร ไปฝังพร้อมกับจดจำตำแหน่งหลุมศพไว้ แล้วเขียนจดหมายถึงพ่อแม่หรือเมียของผู้ตาย ถ้าหากทางครอบครัวอยากได้ศพ หมอโฮล์มส์ก็จะลงมือดองหรือสตัฟฟ์ ด้วยการใช้น้ำยาที่มีสารหนูเข้มข้น สารหนูนั้นเป็นสารพิษและจะฆ่าจุลินทรีย์ทั้งหลายที่เป็นตัวการให้ศพเน่าเหม็นและมีกลิ่น มอโฮล์มส์อัดน้ำยาสารหนูเข้าสู่ร่างศพโดยใช้เครื่องสูบน้ำมือโยก น้ำยาจะเข้าไปแทนที่เลือดซึ่งถูกระบายออกมา วิธีการนี้ได้ผลอย่างสมบูรณ์ ศพทหารทั้งหลายเดิน ทางกลับบ้านโดยปราศจากกลิ่นเน่าเหม็นแต่อย่างใด 

ทุกวันนี้ การจัดการศพได้แปรเปลี่ยนไปในสภาพที่น่าดูขึ้น แม้กระทั่งโลงศพก็ได้รับการออกแบบที่หรูหราวิจิตร โดยมีบริษัทผลิตโดย เฉพาะ เช่น บริษัท บาเตสวิลล์ คาสเก็ต ซึ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกา มีอัตราการผลิตโลงศพเร็วถึง 53 วินาที/โลง หลายรูปแบบและสีสัน 
http://www.arts65.net/artsmen/postboard/photo/artsmen-dot-net_ans9855_84138413.jpg
การส่งอัฐิไปลอยเหนือบรรยากาศโลก หรือ Space Funeral
และศพไหนที่ยังไม่ตายจริง ก็ไม่ต้องกลัวโดนฝังทั้งเป็น เพราะมีแบบกรุ กระจกไว้ด้านหนึ่ง ระหว่างตั้งทำพิธี ถ้าหากมีไอน้ำมาเกาะกระจกด้านใน ก็แสดงว่าร่างที่นอนอยู่นั้นยังมีชีวิตอยู่ อีกแบบจะเป็นโลง ที่มีสายกระดิ่งห้อยอยู่ข้างใน และตัวกระดิ่งอยู่ภายนอก ถ้าศพฟื้นคืนชีพขึ้นมา ก็สามารถดึงกระดิ่งให้คนมาช่วยได้ (ถ้าไม่ตาแหกเผ่นหนีไปก่อน)


แต่ที่ทันสมัยที่สุดน่าจะเป็น บริษัท เซเลสติส แห่งเมืองฮิวส์ตันสหรัฐฯ บริษัทนี้รับบริการส่งอัฐิของผู้ตายออกไปอวกาศ! ด้วยสนนราคาที่แพงกว่าพิธีศพทั่วไปราว เท่า ในการนี้เจ้าภาพจะต้องจัดการเผาศพให้เหลือเถ้าอัฐิหนัก 14 กรัมส่งให้แก่บริษัท ซึ่งบริษัทจะคัดเอาเพียง กรัม บรรจุใส่โกศ จารึกชื่อ แล้วใส่ในแคปซูลอีกทีหนึ่ง จากนั้นก็ยิงส่งสู่อวกาศด้วยจรวด แคปซูลจะล่องลอยอยู่นอกโลกราว 30-40 ปี แล้วก็ตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศ และเสียดสีกับอากาศมอดไหม้เป็นจุณไปเช่นเดียวกับดาวตก

การตรวจ DNA

DNA

DNA

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก dnaattorney.com

          เราคงได้ยินข่าวเรื่องการ ตรวจ DNA เพื่อหาตัวผู้กระทำผิด หรือพิสูจน์เอกลักษณ์เฉพาะของบุคคลอยู่บ่อยครั้ง แต่อีกหนึ่งความสามารถของ DNA ก็คือ การตรวจ DNA เพื่อรับรองบุตรว่า เด็กที่เกิดมาเป็นสายเลือดของใคร 

          ว่าแต่ DNA สามารถเป็นตัวชี้วัดสายสัมพันธ์ของแต่ละชีวิตได้อย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอม มีข้อมูลที่น่าสนใจเรื่องการตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นสายเลือดเดียวกันมาอธิบายกันค่ะ

          DNA หรือ Deoxyribo Nucleic Acid (ดีออกซิไรโบ นิวคลีอิค เอซิด) เป็นสารพันธุกรรมในนิวเคลียส ที่ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น DNA จึงเปรียบเสมือนประวัติส่วนตัวของแต่ละบุคคลที่ถูกกำหนดขึ้น นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เกิดการปฏิสนธิในครรภ์มารดา เพราะ DNA ในแต่ละบุคคลจะไม่เหมือนกัน เนื่องจากจะได้รับลักษณะทางพันธุกรรมมาจากพ่อแม่อย่างละครึ่ง แล้วมารวมกันเป็น DNA เฉพาะตัวของลูกนั่นเอง แต่ก็ยังมีลักษณะบางอย่างที่เหมือนพ่อแม่ปรากฎให้เห็นอยู่

          เช่นนั้นแล้ว เมื่อลูกได้รับ DNA ของพ่อและแม่มาอย่างละครึ่ง จึงเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชั้นดีในการพิสูจน์บุคคลว่า มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันหรือไม่ เพื่อจะได้หมดข้อสงสัยใด ๆ โดยการตรวจDNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา เรียกว่า "DNA Paternity Testing"

          อย่างไรก็ตาม การตรวจ DNA นั้น ต้องเป็นการยินยอมพร้อมใจทั้งฝ่ายตัวเอง และคู่กรณี หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมให้ตรวจ DNA ก็จะไม่สามารถตรวจได้ โดยทั้งสองฝ่ายต้องเขียนใบยินยอมให้ทำการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางมารดา บิดา และบุตร เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

หลัก ฐานที่ต้องใช้ในการขอตรวจ DNA

          1.ใบยินยอมให้ทำการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางมารดา บิดา และบุตร

          2.สำเนาทะเบียนบ้านพร้อมตัวจริง  ทั้งชายและหญิง รวมไปถึงบุตร (ชุด)

          3.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมตัวจริง ทั้งชายและหญิง (ชุด)

          4.สูติบัตร (บุตร)

          5.หมายศาล (หากมีคำสั่งของศาลให้ดำเนินการตรวจ)

          6.หนังสือส่งตรวจ DNA จากทางราชการ กรณีขอมีถิ่นที่อยู่ หรือนำไปใช้ยืนยันทางราชการ
โรคทางพันธุกรรม โรคติดต่อทางพันธุกรรม

สามารถ ตรวจ DNA ได้ที่ไหน และต้องทำอย่างไรบ้าง

สถานที่รับตรวจ DNA ในกรุงเทพฯ คือ

          1.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม

          2.สถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานแพทย์ใหญ่ สำนักงานกรมตำรวจแห่งชาติ

          3.ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

          4.หน่วยมนุษย์พันธุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

          5.โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

          ส่วนที่โรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง ก็สามารถรับตรวจDNA ได้ แต่โรงพยาบาลเอกชนจะส่งตัวอย่าง DNA มาให้แล็บของรัฐตรวจสอบอยู่ดี

          ทั้งนี้สิ่งสำคัญคือ ผู้จะขอรับการตรวจต้องเดินทางไปตรวจพิสูจน์ ณ สถานที่แห่งนั้นเท่านั้น ไม่สามารถส่งตัวอย่างตรวจผ่านทางไปรษณีย์ได้ เพื่อป้องการผลที่ผิดพลาด และการฟ้องร้องภายหลัง โดยทั่วไปใช้เวลาการตรวจ DNA นาน 5-7 วัน

          ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการตรวจ DNA นั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลจะกำหนดไว้ ค่าใช้จ่ายโดยประมาณอยู่ที่ 6,000-8,000 บาทต่อการตรวจ คน และขึ้นอยู่กับตรวจเพื่อพิสูจน์อะไร แต่หากบางกรณีที่มีการขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิ ทางมูลนิธิจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้

การเก็บ ตัวอย่างที่ใช้ในการตรวจ DNA

การตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา สามารถเก็บตัวอย่างที่จะนำมาพิสูจน์ได้จาก

          1. เจาะเลือดตรวจ

          2.ตรวจจากเซลล์เยื่อบุ กระพุ้งแก้ม โดยนำเครื่องมือขูดเยื่อบุสกัดผิวเซลล์ที่เป็นเปลือกให้ แตกออกมา โดยวิธีนี้เหมาะจะใช้กับผู้ที่เพิ่งได้รับเลือดมา หรือในกรณีผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ
DNA

ขั้นตอน การตรวจ DNA 

          เมื่อได้ตัวอย่างมากแล้ว จะนำตัวอย่าง DNA ของผู้ขอรับการตรวจ DNA ไปสกัด DNA ออกมาเป็นเส้น แล้วใช้น้ำยาตรวจDNA ดูว่า DNA มีลำดับการเรียงตัวของอนุพันธ์อย่างไร ก่อนจะแปรผลออกมาเป็นกราฟ โดยมนุษย์จะมี DNA 2 ชุดเหมือนกับโครโมโซมที่มี ชุด โดย DNA 1 ชุดจะมีตัวเลขที่สามารถอธิบายได้ว่ามาจากแม่ ส่วนอีก ชุดจะมาจากพ่อ

          ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจ DNA ทั้งหมด 16 ตำแหน่ง เพื่อเปรียบเทียบอธิบายว่า ตัวเลขในแต่ละตำแหน่งมาจากพ่อ หรือแม่ โดยใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ คำนวณความน่าจะเป็นที่เรียกว่า"Probability of Paternity" 

วิธีการ ตรวจ DNA 

การตรวจ DNA สามารถทำได้ วิธีคือ

          1. เทคนิคดั้งเดิม RFLP (Restriction Enzyme Fragment Length Polymorphism) วิธีการตรวจ DNA แบบนี้คนพบโดยเอ็ดเวิร์ด เซาท์เทิร์น นักเคมีชีวภาพชาวสก็อตแลนด์ เมื่อช่วงทศวรรษที่1970

          2.เทคนิค PCR (Polymerase Chain Reaction) เป็นเทคนิคที่ได้รับการพัฒนาเมื่อทศวรรษ 1980 สามารถเพิ่มปริมาณDNA ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และมีขั้นตอนการทำงานน้อย

          ข้อแตกต่างระหว่าง RFLP กับ PCR คือ การตรวจแบบRFLP จะใช้จำนวนตัวอย่างมากกว่าแบบ PCR คือใช้ตัวอย่างถึง 20-50 นาโนกรัม และใช้ระยะเวลาหลายวัน ขณะที่แบบ PCR ใช้เพียง 2นาโนกรัม และใช้ระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่เทคนิค RFLP จะแสดงผลชัดเจนกว่า โดยจะให้แผนที่ DNA ขึ้นมาคล้ายบาร์โค้ด ส่วนแบบPCR จะสามารถทำเป็นเครื่องตรวจวิเคราะห์ DNA อัตโนมัติได้ ซึ่งการจะเลือกใช้เทคนิคใดตรวจพิสูจน์ ก็ขึ้นอยู่กับตัวอย่างที่ได้มา หากเป็นตัวย่างที่คุณภาพดีและใหม่ ก็มักจะใช้เทคนิค RFLP ในการทดสอบ เพราะให้ผลชัดเจนกว่า
ลายพิมพ์ DNA

ตัวอย่าง ลายพิมพ์ DNA

การสรุป ผลการตรวจ DNA

          การสรุปผลการตรวจพิสูจน์ DNA พ่อ แม่ ลูก ต้องไม่มีข้อขัดแย้งตามเกณฑ์มาตรฐานสากล คือ จะต้องตรงกันทั้งสิบตำแหน่ง นั่นคือข้อสรุปที่จะบอกว่าเป็นลูกแน่นอนนั้น ต้องตรวจพบลายพิมพ์ DNAของลูกมาจาก พ่อ และแม่ อย่างละ 50% ทั้งสิบตำแหน่ง

ความแม่น ยำในการตรวจ DNA

          การตรวจ DNA ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานทุกแห่ง มีความแม่นยำถึง 100% โดยนอกจากจะใช้ความแม่นยำของการทดสอบแล้ว ยังพิจารณาปัจจัยทางชีวภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง และทฤษฎีความน่าจะเป็นด้วย ผลที่ออกมาจึงมีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก และเป็นหลักฐานชั้นดีในการพิสูจน์ความเป็นบิดา มารดา